Breaking News
Home / ต้นไม้ศึกษา : ขจร

ต้นไม้ศึกษา : ขจร

วิทยาลัยได้ประชุมวางแผนงานในกลุ่มนักศึกษา และคณะครูที่สนใจศึกษาขจร เพื่อทำการค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชุมชน  ภูมิปัญญาชาวบ้าน  หนังสือสวนพฤกษศาสตร์  เป็นต้น และได้เริ่มทำการศึกษาข้อมูลทั่วไปของขจร  เช่น สภาพสิ่งแวดล้อมที่ขจรสามารถเจริญเติบโตได้ดี และมีความสมบูรณ์ ซึ่งได้ทำการทดลองนำต้นขจรไปปลูกในสภาพดินที่แตกต่างกัน   การขยายพันธุ์ของขจรที่ศึกษาโดยวิธีการตอน  การปักชำ  การเพาะเมล็ด  การใช้ปุ๋ยบำรุง  และการศึกษาลักษณะภายนอกของขจรที่ศึกษา เช่น ราก ลำต้น ใบ ดอกและผล โดยมีข้อมูลจากการศึกษาขจรดังนี้

 40

 ภาพที่ 1 ขจร

ขจร (Cowslip creeper)
ชื่อพื้นเมือง : สลิด ผักสลิดคาเลา สลิดป่า ผักสลิด กะจอน ขะจอน ผักขิก
ชื่อสามัญ : Cowslipcreeper
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Telosma minorCraib
ชื่อวงศ์์ : ASCLEPIADACEAE
รส : ดอกมีรสเย็นขมหอม ราก มีรสเย็นเบื่อ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ขจร (Cowslipcreeper) เป็นไม้เลื้อยเถาเล็กแตกยอดจำนวนมาก ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางขาว ใบเป็นใบเดี่ยวเรียง ตรงข้าม เป็น ใบคู่เป็นรูปหัวใจ กว้างและยาว 6 – 10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ มีช่อดอกสีเหลืองอมชมพู อ่อน ออก เป็นช่อแบบซี่ร่ม ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันส่วนปลายแยก 5 แฉกกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายกลีบ แยก เป็น 5 แฉก ดอกบานไม่พร้อมกันดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเริ่มหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย ดอกออกมากตั้งแต่ต้นฤดูหนาว

การปลูกและดูแลรักษา : ขจร เป็นไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ แต่ถ้าจะให้ดีควรปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยมากๆ ขจรเป็นไม้ที่ชอบแดดจัดไม่ต้องการน้ำมากนัก และทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นการรดน้ำให้รด 2 วันต่อครั้ง

สรรพคุณทางยาดอกขจร : ยอดอ่อน ดอก ลูกอ่อน บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ ราก ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา

ประโยชน์ทางอาหารดอกขจร : ยอดอ่อน ดอก ผลอ่อน รับประทานสดหรือลวกให้สุกรับประทานร่วมกับน้ำพริก ดอกนำไปปรุงอาหาร เช่น ผัด แกงจืด แกงส้ม

ส่วนที่ใช้เป็นอาหารดอกขจร : ยอดอ่อน ดอกตูมและบาน ผลอ่อน ยอดอ่อนและดอกขจรในปริมาณ 100 กรัม มีวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ คือวิตามินเอ มากถึง 3,150 I.U. วิตามินซี 45 มิลลิกรัม แคลเซียม 70 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม

ข้อมูลทั่วไปของขจร

หลายคนอาจจะรู้จักดอกสลิด หรือดอกขจร เพราะหลายพื้นที่นิยมนำมาทำอาหารบริโภคทั้งแบบสดและลวกให้สุก และหลายครัวเรือนก็ทราบดีว่าดอกขจรนั้นมีสรรพคุณทางยาด้วย อาทิ ยอดอ่อน ดอก ลูกอ่อน บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ รากทำให้อาเจียนถอนพิษเบื่อเมา ทำให้ปัจจุบันดอกขจรกลายเป็นสินค้าที่มีราคา บางช่วงอาจถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ดอกขจรมักพบขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติที่เป็นป่าดิบแล้งและป่าละเมาะทั่วไป เพราะขึ้นง่ายในดินทุกชนิด มีนิสัยชอบแดด เลื้อยไปตามต้นไม้ใหญ่ ส่วนวิธีการปลูกที่ชาวบ้านนิยมกันก็คือการชำกิ่ง โดยเตรียมดินเพาะชำเป็นแกลบเผา 2 ส่วน ดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าในเข้ากัน ใส่ถุงแล้วนำกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไปมี 2-3 ข้อ เอาด้านโคนชุบน้ำยากันเชื้อราแล้วปักลงไปถุง รดน้ำให้ชุ่มพักในที่ร่ม เมื่อแตกตากิ่งหรือตายอดยาว 1 คืบ ก็ย้ายไปปลูกในแปลง

ต้นขจร…อาหารบำรุงฮอร์โมนหญิง (ชีวจิต)

ห้อมหอมกลิ่นดอกขจรลอยฟุ้งมาแต่ไกล นอกจากใครหลายคนจะชอบปลูกต้นขจรไว้ประดับบ้านแล้ว ต้นขจรหรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่าต้นสลิดนั้นยังสามารถนำส่วนต่าง ๆ มาประกอบอาหารและเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้อีก

 คุณค่าทางอาหาร

ทั้งยอดอ่อน ผลอ่อน และดอกของขจรสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะใช้เป็นผักต้มหรือผักลวกจิ้มน้ำพริก หรือทำเป็นอาหารอื่น ๆ เช่น แกงส้มดอกขจร ยำดอกขจร แกงจืดดอกขจร ข้าวต้มดอกขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือส่วนยอดอ่อน ทั้งนี้ดอกขจรมีคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง

สรรพคุณทางยา

ดอกขจร มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงฮอร์โมนของสตรี ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพรใช้หยอดรักษาตา อีกทั้งมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษได้อีก

2.3 วิธีการปลูกขจร

วิธีการปลูกขจรก็คือ การตอน ใช้ขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้ 1 คืน ใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางไว้เพื่อเป็นถุงตอนหลายๆ ถุง เวลาตอนให้กรีดถุงด้านหนึ่งแล้วนำไปหุ้มตรงข้อของเถาขจร มัดให้แน่น ให้ตอนข้อเว้นสองข้อ ประมาณ 20 วันก็ออกราก

ส่วนการเตรียมดินเพื่อปลูก เริ่มจากไถพรวนแล้วย่อยให้ละเอียด ยกร่องแปลงกว้าง 6-4 เมตร ยาวไม่จำกัด ระยะห่างระหว่างแปลง 80 ซม. ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร 1 แปลงปลูกได้ 2 แถว แล้วทำซุ้มเข้าหากัน ขุดหลุมลึก 30-50 ซม. ถ้าดินไม่ดีให้ขุดหลุมใหญ่ใส่ปุ๋ยคอกลงไปให้มาก ดินดีใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลุมละ 1 ช้อนแกง นำกิ่งชำหรือกิ่งตอนที่มีรากแข็งแรงลงปลูก เกลี่ยดินกลบโคนให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใน 1 หลุมปลูก 3-4 กิ่ง จะทำให้เจริญเติบโตแผ่กระจาย และยอดจะเลื้อยขึ้นค้างได้อย่างพอเหมาะ รดน้ำวันละครั้ง หรือตามสภาพความชื้นของดิน หลังจากนั้น 1 เดือนขึ้นไปจะเริ่มออกดอก ตัดเถาที่ไม่สมบูรณ์หรือแมลงรบกวนทิ้ง ดูแลอย่าให้แน่นหรือทึบเกินไป

การทำค้างก็ใช้ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว ทำเป็นเสาหลัก 2 เสา ปักห่างกัน 2 เมตร สูงจากพื้นดิน 1.50 เมตร ปักตามแนวยาวของแปลง และระหว่างเสาหลักจะใช้ไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว ปักแล้วใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกผูกเป็นขั้นบันได 5-6 ขั้น ให้เป็นทางสำหรับยอดขจรเลื้อยขึ้นไป จะเป็น 1 ซุ้มเว้นทางเดินประมาณ 80 ซม. แล้วทำซุ้มต่อไปตามความต้องการก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้การแตกยอดดี

สำหรับการให้ปุ๋ยนั้นควรให้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักใส่ที่โคนต้นได้เรื่อยๆ ส่วนปุ๋ยเคมีใช้สูตร 15-15-15 สลับกับ 25-7-7 เดือนละ 2 ครั้ง และหลังการตัดแต่งกิ่ง ซึ่งถ้าดูแลดีดอกก็จะดกและโตมากกว่าปกติ ที่สำคัญต้องตัดแต่งกิ่งที่แก่ออกอยู่เสมอ เพื่อให้แตกยอดใหม่ออกมาเรื่อยๆ ส่วนมากจะตัดแต่งกิ่งช่วยเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพราะช่วงนี้จะออกดอกน้อย จะตัดอย่างหนักเอาไว้เฉพาะส่วนที่ลำต้นตั้งตรงขึ้นไป และต้องแบ่งแปลงไว้เพื่อให้มีแปลงที่เก็บดอกได้ เพราะช่วงนี้จะขายได้ราคาดี หลังตัดแต่งกิ่ง 2-3 สัปดาห์ก็จะแตกยอดใหม่มีดอกให้เก็บได้เรื่อยๆ หลายปี และยืดอายุต้นขจรได้อีกนาน การตัดนั้นให้ตัดสูงจากพื้นดิน 25 ซม. แต่ละหลุมไม่ควรตัดหมด ให้เหลือไว้ต้นละ 1 หลุม จากนั้นก็รดน้ำให้ปุ๋ยตามปกติ 3-4 เดือน ก็ให้ดอกอีกมาก

ต้นขจรจะให้ดอกหลังจากย้ายปลูกได้ 30 วัน และจะให้ผลผลิตมากที่สุดช่วงอายุ 8-10 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ผลผลิตจะเริ่มลดลงในเดือน พ.ย.-ธ.ค. เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว เมื่อเก็บช่อดอกแล้วนำไปล้างน้ำ 2 ครั้ง ก่อนคัดแยกดอกบานไว้ต่างหาก ดอกตูมจะขายได้ราคากว่าดอกบาน โดยบรรจุถุงละ 1 กก. เพื่อจำหน่ายต่อไป

การศึกษาการเจริญเติบโตของต้นขจร

               41

ภาพที่  2   แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  1

            ถุงที่  1  จำนวนใบ   4  ใบ   สูงประมาณ  3    เซนติเมตร           มีจำนวน  2 ต้น

ถุงที่  2  จำนวนใบ   3  ใบ   สูงประมาณ  3    เซนติเมตร            มีจำนวน  2 ต้น

ถุงที่  3  จำนวนใบ   6  ใบ     สูงประมาณ  3.2 เซนติเมตร         มีจำนวน  2 ต้น   ขึ้นแทรกกัน

ถุงที่  4  จำนวนใบ   8   ใบ  สูงประมาณ   3   เซนติเมตร           มีจำนวน  2 ต้น    แย่งอาหารกัน

 

42


ภาพที่  3  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  2
 

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   6  ใบ   สูงประมาณ  4    เซนติเมตร  ลำต้นผอม

ถุงที่  2  จำนวนใบ   6  ใบ   สูงประมาณ  3.5  เซนติเมตร  แย่งอาหารกันทำให้ไม่สมบูรณ์

ถุงที่  3  จำนวนใบ   8  ใบ     สูงประมาณ  3.5  เซนติเมตร  มีการแย่งอาหารกันทำให้ต้นไม่สมบูรณ์

ถุงที่  4  จำนวนใบ   10 ใบ  สูงประมาณ   4  เซนติเมตร     ลำต้นแข็งแรงสมบูรณ์

43

ภาพที่  4  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  3

 

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   6   ใบ  สูงประมาณ    6   เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   8   ใบ  สูงประมาณ  4.5  เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   8   ใบ  สูงประมาณ  4.5  เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   11 ใบ  สูงประมาณ    5   เซนติเมตร

 

44

ภาพที่ 5  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  4

                        ถุงที่  1  จำนวนใบ   8   ใบ   สูงประมาณ    7   เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   9   ใบ   สูงประมาณ    5   เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   9   ใบ   สูงประมาณ    5   เซนติเมตร          มีใบสีเหลือง

ถุงที่  4  จำนวนใบ   12 ใบ   สูงประมาณ    7   เซนติเมตร

45

 ภาพที่ 6  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  5

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   10 ใบ  สูงประมาณ  8.5  เซนติเมตร         ลำต้นมีความแข็งแรงสมบูรณ์

ถุงที่  2  จำนวนใบ   11 ใบ  สูงประมาณ  6.5  เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   10 ใบ  สูงประมาณ  6.5  เซนติเมตร          มีใบสีเหลือง

ถุงที่  4  จำนวนใบ   12 ใบ  สูงประมาณ   8    เซนติเมตร

 

46

 ภาพที่ 7  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  6

 ถุงที่  1  จำนวนใบ   10 ใบ  สูงประมาณ    9   เซนติเมตร          ลำต้นมีความแข็งแรงสมบูรณ์

ถุงที่  2  จำนวนใบ   10 ใบ  สูงประมาณ   6.5  เซนติเมตร         มีใบสีเหลือง- และร่วงหล่น

ถุงที่  3  จำนวนใบ   11 ใบ  สูงประมาณ   7.5  เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   13 ใบ  สูงประมาณ   8.5  เซนติเมตร

 

47

 ภาพที่  8  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  7

 ถุงที่  1  จำนวนใบ   12 ใบ  สูงประมาณ   12  เซนติเมตร         ลำต้นมีความแข็งแรงสมบูรณ์

ถุงที่  2  จำนวนใบ   11 ใบ  สูงประมาณ     8  เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   12 ใบ  สูงประมาณ     9  เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   14 ใบ  สูงประมาณ   10  เซนติเมตร

48

ภาพที่ 9  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  8

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   13 ใบ  สูงประมาณ  14   เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   12 ใบ  สูงประมาณ    9   เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   13 ใบ  สูงประมาณ   11  เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   14 ใบ  สูงประมาณ   10  เซนติเมตร

พบว่าไม่มีการงอกเพิ่มของใบ

60

 ภาพที่ 10  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  9

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   15 ใบ  สูงประมาณ   17   เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   13 ใบ  สูงประมาณ   12   เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   14 ใบ  สูงประมาณ   12   เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   15 ใบ  สูงประมาณ   13   เซนติเมตร

50

ภาพที่ 11  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  10

ถุงที่  1  จำนวนใบ   15 ใบ  สูงประมาณ   18.5   เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   14 ใบ  สูงประมาณ   13.5   เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   15 ใบ  สูงประมาณ   12.5   เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   16 ใบ  สูงประมาณ   14.5   เซนติเมตร

51

ภาพที่ 12  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  11

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   18 ใบ  สูงประมาณ    25    เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   17 ใบ  สูงประมาณ    18    เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   16 ใบ  สูงประมาณ    15.5 เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   17 ใบ  สูงประมาณ    15.5 เซนติเมตร

หมายเหตุ                พบว่าสัปดาห์นี้จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก

52

ภาพที่  13  แสดงการเจริญเติบโตของขจรในสัปดาห์ที่  12

 

ถุงที่  1  จำนวนใบ   20 ใบ  สูงประมาณ   30   เซนติเมตร

ถุงที่  2  จำนวนใบ   21 ใบ  สูงประมาณ   19   เซนติเมตร

ถุงที่  3  จำนวนใบ   19 ใบ  สูงประมาณ   20   เซนติเมตร

ถุงที่  4  จำนวนใบ   20 ใบ  สูงประมาณ   18   เซนติเมตร

หมายเหตุ                พบว่าสัปดาห์นี้จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก  และกิ่งเริ่มจะเลื้อยพร้อมที่-จะย้ายออกจากถุงดำลงปลูกในแปลง

 

 ตารางบันทึกการเจริญเติบโตของขจร

วันเดือนปี ผลการเจริญเติบโต
ความสูงของลำต้น จำนวนใบ (am.) ความกว้างของใบ ความยาวของใบ(am.)
1 2 3 4 เฉลี่ย 1 2 3 4 เฉลี่ย 1 2 3 4 เฉลี่ย 1 2 3 4 เฉลี่ย
9 พ.ย. 55 6 6 7 7 6.50 5 4 8 8 6.25 3 3 3.5 2.5 3.00 3.5 3 4 3 3.38
11 พ.ย 55 7.5 7.5 7.5 7.5 7.50 5 4 8 8 6.25 3 3.5 4 2.5 3.25 4 4.5 4 3.5 3.63
16 พ.ย 55 8 9 9 9.5 8.88 8 8 4 8 7.00 3.5 3.5 4 3 3.5 4 4.5 4 3.5 4.00
18.พ.ย 55 9 9.5 9.8 10 9.50 9 9 5 8 9.00 3 3 4 3.5 3.35 3.5 4 4.5 4.5 3.88
23 พ.ย 55 10 10 9.5 11 10.13 10 11 8 8 9.25 3 4 4 3.5 3.63 4 4 5 3.5 4.13
25 พ.ย 55 10 11 9.5 11 10.25 11 10 8 9 9.55 4 4 5 .35 4.13 4.5 4 5 4 4.38
30 พ.ย 55 11 11 10 11 10.75 12 9 10 14 11.25 4 4 4.5 4 4.13 5 4 4.5 5 4.13
2 ธ.ค 55 10 10 11 11 11 10.63 10 10 11 10 10.25 4 4.5 5 4 4.50 4 4.5 5 5 4.63
7 ธ.ค 55 12 11.5 11 11.5 11.38 8 9 10 14 10.25 4 4.5 5 4.5 4.50 4 4.5 5 5 4.63
9 ธ.ค 55 12 12 12 12 12.00 7 8 11 14 10.00 4 4.5 5 4.5 4.50 5 5 5.5 5.5 5.25
14 ธ.ค 55 15 13 18 20 16.50 16 11 16 12 13.75 6 5 6 5 5.50 7 6 7 6 6.75
16 ธ.ค 55 16 14 19 20.5 17.25 15 12 15 13 13.75 6 5.5 6.5 5 5.75 7 6.5 7 6.5 6.75
21 ธ.ค 55 17 18 20 22 19.50 17 14 15 18 16.00 6 5 6 6 5.75 7 6 7 7 6.75
25 ธ.ค 55 18 18.5 20 22 19.50 17 14 15 18 16.00 3.5 4 6 6 3.5 5.15 7 6.5 7.5 7.00
4 ม.ก 56 20 23 25 23.25 22.81 14 16 18 16 16.00 6 6 7 6.5 6.5 7 7 8 7.13 7.13
6 ม.ก 56 21 22 23 25.5 22.88 18 14 15 17 16.00 7.5 6 6.5 7.5 6.88 7 7.5 8 7 7.38
11 ม.ค 56 21 24 26 26 24.25 18 15 17 17 16.75 5 6.5 7 6 6.13 6 7 8 6.5 6.88
15 ม.ค 55 22 24.5 27 26.5 25.00 17 16 18 17 17.00 5 7 7.5 6.5 6.50 6 7.5 7 7 6.88
18 ม.ค 56 23 25 28 28 25.86 16 14 18 18 16.50 6 6 7 6.5 6.38 6.5 6.5 7.5 8 7.13
วันเดือนปี ผลการเจริญเติบโต
ความสูงของลำต้น จำนวนใบ (am.) ความกว้างของใบ ความยาวของใบ(am.)
1 2 3 4 เฉลี่ย 1 2 3 4 เฉลี่ย 1 2 3 4 เฉลี่ย 1 2 3 4 เฉลี่ย
20 ม.ค 55 23 25.5 29 26.63 26.03 13 17 19 16 16.25 6.5 7 7 6.76 7 7 8 8.5 8.5 7.63
24 ม.ค 55 24 26.5 30 30 27.63 18 18 22 20 19.50 7.5 7 8.5 7.5 7.63 8.5 9 9.5 8 8.75
27 ม.ค 56 25 27 29 31 28.00 17 18 22 20 19.25 7.5 7 8.5 7.5 7.63 8.5 9 9.5 8 8.75

 

 

  1. การศึกษาพรรณไม้ในสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ตามแบบฟอร์ม ก.7 – 003 ตามทะเบียนพรรณไม้

1.1 นักศึกษาบันทึกข้อมูลแบบฟอร์มศึกษาพรรณไม้ ก.7 – 003 ชื่อพรรณไม้ รหัสพรรณไม้   บริเวณที่สำรวจ วันที่สำรวจ  ผู้สำรวจ  ผู้ร่วมสำรวจ  และวาดภาพประกอบ

ภาพที่ 14

ภาพที่ 14 แสดงหน้าปกสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003

              1.2  นักศึกษาบันทึกข้อมูลในหน้าที่ 1  แบบฟอร์มศึกษาพรรณไม้ ก.7 – 003 บันทึกข้อมูลพื้นบ้าน ชื่อพื้นเมือง  การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น โดยสอบถามจากผู้รู้ในท้องถิ่น

ภาพที่ 15

ภาพที่ 15 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003 หน้า 2

 

1.3  นักศึกษาบันทึกข้อมูลในหน้าที่ 2-7  แบบฟอร์มศึกษาพรรณไม้  ก.7 – 003  ในเรื่องข้อมูลพรรณไม้ ลักษณะวิสัย  ถิ่นอาศัย  รูปร่าง ลำต้น ผิวลำต้น สีของลำต้น ใบ  สีของใบ การเรียงตัวของใบ  รูปร่างใบ  ดอก  รูปร่างของดอก  ผล  เมล็ด

ภาพที่ 16

ภาพที่ 16 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้  ก.7-003  หน้า  3

 

ภาพที่ 17

ภาพที่ 17 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003 หน้า 4

 

ภาพที่ 18

ภาพที่ 18 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003 หน้า 5

 ภาพที่ 19

ภาพที่ 19 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003 หน้า 5

 ภาพที่ 20

ภาพที่ 20 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003 หน้า 6

 ภาพที่ 21

ภาพที่ 21 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้ ก.7-003 หน้า 7

                  1.4  การสรุปลักษณะและข้อมูลพรรณไม้ในหน้าที่  8  แบบฟอร์มศึกษาพรรณไม้  ก.7 – 003  โดยการนำข้อมูลที่ได้จาการศึกษาในหน้า  2- 8  และหน้า  1  มาสรุปเป็นความเรียงเพื่อเกี่ยวกับข้อมูลพรรณไม้

ภาพที่ 22

ภาพที่ 22 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้  ก.7-003  หน้า  8

                  1.5  การสืบค้นข้อมูลพรรณไม้ เพื่อเขียนข้อมูลพฤกษศาสตร์ของพรรณไม้ หน้าที่  9  แบบฟอร์มศึกษาพรรณไม้ ก.7 – 003 ในเรื่องของชื่อวิทยาศาสตร์  ชื่อวงศ์  ชื่อสามัญ  ชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ถิ่นกำเนิด การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย  การกระจายพันธุ์ในประเทศอื่น ๆ  สภาพนิเวศวิทยา เวลาออกดอก เวลาติดผล การขยายพันธุ์ การใช้ประโยชน์ทั่วไป ประวัติพันธุ์ไม้ (การนำเข้ามาใน

ประเทศไทย)

ภาพที่ 23

ภาพที่ 23 แสดงสมุดศึกษาพรรณไม้  ก.7-003  หน้า  9

 

  1. การศึกษาพรรณไม้ที่สนใจ วิทยาลัยเทคโนโลยีวชิราโปลีสงขลา เลือกศึกษา   ขจร

2.1  การศึกษาลักษณะภายนอกของ ขจร

2.1.1 ราก  การศึกษาลักษณะภายนอกรากขจร

จากการศึกษาลักษณะภายนอกของรากขจร พบว่า  มีรากจำนวน 3-4 เส้น มีสีขาวขุ่น               ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ในอาทิตย์แรกไม่สามารถระบุได้ว่ารากที่งอกออกมานั้นเป็นรากแก้ว รากฝอย   หรือรากแขนง เมื่อเวลาผ่านไป 4 สัปดาห์ พบว่ามีรากใหม่แตกจากรากที่งอกออกมาก่อนเพิ่มมากขึ้น ในสัปดาห์ที่ 9 ขณะย้ายขจรไปปลูกในแปลง สังเกตได้ว่ามีการงอกของรากแก้ว รากฝอย และรากแขนงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรากแก้วมีความยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร รากฝอยมีความยาว 1-2 มิลลิเมตร รากแขนงมีความยาว 2-3 มิลลิเมตร และพบว่าบริเวณส่วนปลายของรากแขนงจะมีลักษณะเป็นสีขาว

             ภาพที่ 24

ภาพที่ 24 แสดงการวัดการเจริญเติบโตของรากขจร

2.1.2  ลำต้น  การศึกษาลักษณะภายนอกลำต้นขจร

ขจรเป็นไม้เลื้อยลำต้นขนาดเล็กแตกยอดจำนวนมาก  เถาวัลย์เป็นเนื้อไม้  ไม่มีมือเกาะ  เลื้อยทอดหรือเกี่ยวพันได้ไกล  10-15  เมตร  เปลือกอ่อนมีลักษณะเรียบ  ยอดอ่อนมีขนเล็กๆปกคลุม  ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาวใส  เถามีลักษณะกลมเรียวและมีความเหนียวมากซึ่งสามารถใช้แทนเชือกได้  ต้นอ่อนสีเขียว  ต้นแก่สีน้ำตาลอมเทา

ภาพที่  25

ภาพที่  25  แสดงลำต้นขจร

2.1.3  ใบขจร การศึกษาลักษณะภายนอกใบขจร

ใบเดี่ยว  ผิวใบเรียบ  บาง  เรียงตัวแบบตรงข้าม  กว้างประมาณ  3-12  เซนติเมตร ยาวประมาณ  3-14  เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมเป็นติ่ง ขอบใบเรียบเกลี้ยงไม่มีหยัก  เส้นใบหลัก  5 เส้นจะเห็นชัด โคนใบเว้าเป็นร่อง ก้านใบยาวประมาณ  1.5-4  เซนติเมตร  มีขนปกคลุมเล็กน้อย ขจรมักจะแตกใบเป็นพุ่มแน่นและทึบ  ใบขจรจะเป็นสีเขียวอ่อน มีลักษณะเป็นรูปหัวใจ คล้ายใบโพหรือใบพลู

ภาพที่ 26

ภาพที่ 26  แสดงการวัดการเจริญเติบโตของใบขจร

 

2.1.4  ดอกขจร  การศึกษาลักษณะภายนอกดอกขจร

ดอกมีลักษณะเป็นช่อคล้ายอุบะเกิดที่ซอกใบ โคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ สีเหลือง เส้นผ่าศูนย์กลางดอกบาน  2.5  เซนติเมตร  กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน ปลายแหลม ขอบเรียบ กว้าง 5-8 มิลลิเมตร  ยาวประมาณ 8-13 มิลลิเมตรโคนกลีบติดกันเป็นหลอดรูประฆัง หลอดยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร  และมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียว โคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก  แต่ละแฉกมีรูปทรงคล้ายไข่ปลายแหลมกว้าง 1.5-2  มิลลิเมตร ยาว3-5  มิลลิเมตร มีCorona เป็นริ้วสีขาว 6-8 เส้นกว้าง1มิลลิเมตรยาว 2-3  มิลลิเมตร  เกสรตัวผู้มี 5 อัน  มีสีขาวก้านชูอับเรณูและอับเรณูมี 5 อัน  ติดกันกับยอดเกสรตัวเมียเป็น gynostegium ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 2.5-3 มิลลิเมตร  เกสรตัวเมียมี 2 อัน  แต่ละอันมียอดเกสร 5 แฉก แยกกันหลังการปลูก ประมาณ 4 เดือน  ขจรเริ่มออกดอกเมื่อต้นมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

ภาพที่ 27-1

ภาพที่ 27-2

ภาพที่ 27-3

ภาพที่ 27  แสดงลักษณะของดอกขจร

2.1.5 ผล  การศึกษาลักษณะภายนอกผลขจร

ลักษณะรูปยาวรีโค้งเล็กน้อย  มีเส้นตัดตามความยาวของฝักหนึ่งเส้น   ลักษณะคล้ายผลมะละกอ มีขนปกคลุม เมื่อผลโตเต็มที่ขนที่ปกคลุมจะหายไป  เห็นรอยตะปุ่มตะป่ำบริเวณปลายของผลเล็กน้อย  กว้างประมาณ  1.5-2.5 เซนติเมตร  ยาวประมาณ  10-15 เซนติเมตร  ภายในฝักมีเมล็ดจำนวนมาก  ขนาดเล็กแบน  เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ  4-6 มิลลิเมตร  มีเส้นขนคล้ายไหมสีขาว  ยาวประมาณ  2-4 เซนติเมตร  เป็นพู่ที่ขั้วเมล็ด    เพื่อช่วยพยุงเมล็ดให้ลอยตามลม

 

ภาพที่  28-1

ภาพที่  28-2

ภาพที่  28  แสดงลักษณะของผลขจร

  1. 2. การศึกษาลักษณะภายในลำต้นขจร

            ขั้นตอนการศึกษาลักษณะภายในของลำต้นของต้นขจร

  1. เลือกชิ้นส่วนของลำต้นของต้นขจรและล้างให้สะอาด
  2. นำลำต้นของต้นขจรมาตัดด้วยใบมีดให้ได้เนื้อเยื่อที่บางที่สุด
  3. นำชิ้นส่วนที่ตัดได้แช่สีย้อม (สารละลายเมธิลออเรนจ์)
  4. นำชิ้นส่วนของพืชที่แช่ในสีย้อมแล้วมาวางบนกระจกสไลด์
  5. ปิดด้วยกระจกสไลด์แล้วนำมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
  6. บันทึกลักษณะที่สังเกตเห็น  และวาดภาพ ดังรูป

 

        2.2.1  การศึกษาภายในลำต้นขจร

การตัด Cross Section

การตัด Cross Section ของลำต้นขจร

 oo

การตัด Long  Section ของลำต้นขจร

ภาพที่ 29  แสดงการตัด Cross Section และ Long Section ของลำต้นขจร


ขั้นตอนการศึกษาลักษณะภายในของใบขจร
2.2.2  การศึกษาภายในใบขจร

                  1.   เลือกชิ้นส่วนของใบขจรและล้างให้สะอาด

                  2.   นำชิ้นส่วนที่ตัดได้แช่สีย้อม (สารละลายเมธิลออเรนจ์)

3.   นำชิ้นส่วนของพืชที่แช่ในสีย้อมแล้วมาวางบนกระจกสไลด์

4.   ปิดด้วยกระจกสไลด์แล้วนำมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

                  5.    บันทึกลักษณะที่สังเกตเห็น  และวาดภาพ ดังรูป

 ภาพที่  30

ภาพที่  30   ส่วนของปากใบของใบขจร

ภาพที่  31

ภาพที่  31   การ Cross  Section ของใบ

    2.2.3  การศึกษาภายในเกสรขจร

ภาพที่  32

ภาพที่  32  แสดง Cross Section รังไข่ของดอกขจร

 

2.3  การแสดงขั้นตอนการพิจารณาการจำแนกการศึกษาขจรแต่ละส่วน  ตั้งแต่  ราก  ลำต้น  ใบ  ดอก  ผล และเมล็ด   หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาแยกองค์ประกอบส่วนย่อยของขจร นำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาจัดทำเป็นแผนผังวิเคราะห์รูปลักษณ์ขจร

ภาพที่ 33-1ภาพที่ 33-2

ภาพที่ 33  แสดงใบงานการจำแนกการศึกษาขจร การแยกองค์ประกอบส่วนย่อย แผนผังวิเคราะห์รูปลักษณ์

 

สรุปความสำคัญ จากผลการศึกษา  ขจร ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีวชิราโปลีสงขลา

ระยะเวลาตั้งแต่  27  กันยายน  2545  ถึง 17  ธันวาคม  2555 สรุปผลการศึกษา ดังนี้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น ขจรเป็นไม้เลื้อยยืนต้น เนื้อแข็ง จะขึ้นพาดพันไปตามต้นไม้ใหญ่ได้ไกล ๆ ต้นหรือเถาของขจรมีขนาดเล็ก เถาอ่อนสีเขียวอมเหลือง เถาแก่สีเทาหรือน้ำตาล แต่จะมีความเหนียว

ใบ ขจรมักจะแตกใบเป็นพุ่มแน่นและทึบ จนในบางครั้ง พุ่มใบจะแผ่ปกคลุมต้นไม้อื่นได้มิดเลยทีเดียวใบขจรจะเป็นสีเขียวอ่อน ใบบาง ก้านใบยาว ใบรูปใบโพธิ์ หรือรูปหัวใจ หรือคล้ายใบพลูขอบใบจะเรียบ เกลี้ยงไม่มีจักจะเห็นเส้นใบชัด หน้าใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบแหลมเป็นติ่ง

ดอก ขจรเป็นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ ห้อยเป็นกระจุกคล้ายพวงอุบะตามโคนก้านใบ ช่อดอกหนึ่ง ๆ จะมีดอกประมาณ 10-20 ดอกมี 5 สี ดอกตูมสีเขียว  ดอกแรกบานเป็นสีเขียวอมเหลือง ดอกบานสีเหลือง  ดอกแก่สีเหลืองอมส้มและเปลี่ยนเป็นสีส้มในระยะสุดท้าย กลีบดอกหนา เนื้อกลีบดอกจะมีลักษณะหยุ่น ๆ เมื่อดอกบานกลีบดอกมีลักษณะเหมือนดาว 5 แฉก

ฝัก/ผล คล้ายกระสวย ฝักแก่แตก

เมล็ด รูปรี มีขนฟูที่ปลายด้านหนึ่ง เบาและปลิวไปตามลม
            ลักษณะทางนิเวศวิทยา    

ขจรเป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด ความต้องการน้ำของขจร จะไม่ต้องการน้ำมากนัก เพราะขจรสามารถที่จะทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี การรดน้ำขจรให้รด 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง ก็ยังได้ ขจรเป็นไม้ที่ไม่เลือกดิน และจะทนได้ในทุกสภาพดิน แต่ถ้าจะปลูกขจรให้เจริญงอกงามดี ก็ควรปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยมาก ๆ

การขยายพันธุ์

ขจรขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การโน้มกิ่ง  การตอน ใช้ขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้ 1 คืน ใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางไว้เพื่อเป็นถุงตอนหลายๆ ถุง เวลาตอนให้กรีดถุงด้านหนึ่งแล้วนำไปหุ้มตรงข้อของเถาขจร มัดให้แน่น ให้ตอนข้อเว้นสองข้อ ประมาณ 20 วันก็ออกราก

            การดูแลรักษา 

ขจรเป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด   ความต้องการน้ำของขจร จะไม่ต้องการน้ำมากนัก เพราะขจรสามารถที่จะทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี การรดน้ำขจรให้รด 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง ก็ยังได้ ขจรเป็นไม้ที่ไม่เลือกดิน และจะทนได้ในทุกสภาพดิน แต่ถ้าจะปลูกขจรให้เจริญงอกงามดี ก็ควรปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยมาก ๆขจรเป็นไม้ที่ไม่ต้องการปุ๋ยมากนัก เนื่องจากขจรเป็นไม้ที่ทนได้ทุกสภาพดิน ฉะนั้นปุ๋ยที่มีอยู่แล้วในดิน กับการเพิ่มปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกลงในดินบริเวณโคนต้นบ้างก็จะดียิ่งขึ้น

 

การนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ   ราก   ใช้ผสมยาหยอดตา ทำให้อาเจียนถอนพิษเบื่อเมา   ลำต้นเหนียวใช้แทนเชือกได้   ใบ  ใช้ทำยาฆ่าแมลง   ยอดอ่อน ดอก ลูกอ่อน กินเป็นอาหารสรรพคุณ บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ

 

สิ่งที่นักศึกษาได้รับจากการศึกษา

            1.  ด้านวิชาการ

-  พฤกษศาสตร์ ได้รู้ข้อมูลลักษณะพรรณไม้ ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์

-  วิทยาศาสตร์  เช่น การวิเคราะห์ การบันทึก สังเกต  ทักษะการใช้เครื่องมือ

-  ภาษา  เช่น การใช้ภาษาในการเรียบเรียงข้อมูล การกำหนดคำ

-  ศิลปะ  เช่น  การวาดภาพ

2.  ด้านภูมิปัญญา

-  การจัดเก็บข้อมูลพื้นบ้าน

-  การใช้เครื่องมือในการศึกษาข้อมูล

-  การวางแผนการปฏิบัติงาน

            3.  คุณธรรมและจริยธรรม

-  ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย

-  ความซื่อตรง ในการศึกษาและรายงานผลที่ถูกต้องเป็นจริง

-  ความมีระเบียบ รอบคอบ ละเอียด ถี่ถ้วน ในการปฏิบัติงาน

-  ความสามัคคี

-  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

-  มนุษยสัมพันธ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*


You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Scroll To Top